Thailand's leading real estate agent

อีก 5 ปี ‘ค้าปลีก-ค้าส่ง’ พุ่ง 1.6 ล้านล. สะดวกซื้อนำโด่ง/ยักษ์รีเทลกางแผนรับตลาดโต

By on Sep 11, 2014 in Property News, Retail

คาดการณ์ “ค้าปลีก-ค้าส่ง” อีก 5 ปีข้างหน้าขยายตัว 7-8% ทะยานสู่มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท ค่าย “ค้าปลีก” กางยุทธศาสตร์ยกระดับโกอินเตอร์ ชี้เทรนด์ออนไลน์มาแรง ผู้ประกอบการปรับตัวเชื่อมโยงทุกช่องทางขาย

นับวันธุรกิจค้าปลีกจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวยิ่งขึ้น โดยพิจารณาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปี 2556 จะเห็นว่าธุรกิจการค้าปลีกและค้าส่งมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนเป็นอันดับ 2 หรือ 13.4% รองจากภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนสูงสุด 38.1% และมีการจ้างงานมากเป็นอันดับ 3 รองจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม หรือมีจำนวนแรงงานกว่า 4 ล้านราย จากการจ้างงานของคนไทยอยู่ที่ 38 ล้านคน

โดยธุรกิจค้าปลีกจะขยายตัวตามเศรษฐกิจหรือจีดีพี จึงกลายเป็นดัชนีและตัวสะท้อนทิศทางของเศรษฐกิจได้อย่างดีว่าขับเคลื่อนไปในทิศทางใด และในอีก 5 ปี ข้างหน้าตัวเลขตลาดรวมค้าปลีกค้าส่งจะพุ่งทะลุ 1.6 ล้านล้านบาท

News-prachachart_11-14sep

ค้าปลีก-ค้าส่งโตต่อเนื่อง 7-8%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศและมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ปัจจุบันสถานการณ์การเมืองนิ่งขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นมีแนวโน้มดีขึ้น และคาดการณ์ว่าปี 2558 จะดีขึ้น โดยมองไปถึงทิศทางธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีมูลค่าตลาดรวม 1.6 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% ต่อปี (2558-2562) เพิ่มขึ้นจากอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีในช่วง ปี 2553-2557 อยู่ที่ 5% ต่อปี

แนวโน้มสถานการณ์ค้าปลีกอีก 5 ปีธุรกิจค้าปลีกเติบโตสูงขึ้นในทุกฟอร์แมต ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ โดยจะเห็นว่าตลอด 10 ปี ที่ผ่านมาโมเดลร้านสะดวกซื้อมีแนวโน้มเติบโต 10% ต่อเนื่อง เพราะการขยายตัวของสังคมเมือง รวมถึงการเปิดเออีซีเป็นโอกาสสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา และรูปแบบของการขายออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซจะขยายตัวมากขึ้น ทำให้ค้าปลีกต้องปรับตัวให้ทันกับตลาด

โดยตัวแปรและปัจจัยที่ต้องพิจารณาต่อการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกก็คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีผลต่อการเตรียมสินค้าและบริการ, การขยายตัวของเมือง ซึ่งแม้ว่าจะยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัดก็มีความเป็นเมืองมากขึ้น จึงเป็นโอกาสขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น, ขนาดครัวเรือนเล็กลงหรือเป็นโสดมากขึ้น ทำให้ทำอาหารทานเองลดลง นิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปและความจำเป็นต้องซื้อของใช้จำนวนมากในคราวเดียวกันหรือสินค้าไซซ์ใหญ่น้อยลง จึงเป็นโอกาสของกลุ่มอาหารสำเร็จรูป และการเพิ่มความถี่ในการซื้อสูงขึ้น

“ออนไลน์” มาแน่
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า ทั้งดิจิทัล ไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและการตัดสินใจมากขึ้น ดังนั้น ค้าปลีกจึงต้องปรับเพิ่มช่องทางจำหน่ายและการสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้า ขณะเดียวกันคนจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น จึงต้องนำเสนอสินค้าและบริการสุขภาพมาตอบสนอง

ดังนั้นเทรนด์ของค้าปลีกในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีลักษณะออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และรวบรวมช่องทางที่หลากหลายและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ (Omni-Channel Marketing) อาทิ การจับจ่ายผ่านสมาร์ทโฟน รวมถึงข้อมูลของลูกค้าจะถูกนำไปสู่การวิเคราะห์พฤติกรรมแบบอินไซต์ เพื่อตอบความต้องการได้อย่างแม่นยำและตรงใจมากขึ้น

ตอบโจทย์ทุกช่องทาง
นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหารฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของตลาดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนิ่งนอนใจ โดยผลกระทบต่อร้านค้าปลีกอย่างมาก ประกอบด้วย สภาพเศรษฐกิจการเมืองที่ผันผวนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการความสะดวกสบาย และการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ อย่างไรก็ตามปัจจัยในการเลือกร้านค้าไม่เปลี่ยนแปลง โดยลูกค้ายังคงมองหาสินค้าที่มีราคาถูก มีความคุ้มค่า และทำเล

วิวัฒนาการของค้าปลีกมีการปรับเปลี่ยนร้านค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า จากรูปแบบที่เรียกว่า Brick & Mortar ที่ เน้นขยายสาขาในทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ มีบัตรสมาชิก และมีออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ปัจจุบันพัฒนาไปสู่รูปแบบ Bricks & Clicks การขยายร้านค้าที่มีการเชื่อมโยงร้านค้าด้วยการคลิก หรือออนไลน์ การเก็บข้อมูลลูกค้าเจาะความต้องการส่วนบุคคล เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงความต้องการมากที่สุด

สิ่งที่เทสโก้ โลตัสทำก็คือการเพิ่มความแข็งแกร่งเรื่องอาหาร ทั้งอาหารสด และอาหารพร้อมทาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า, ทำให้ร้านค้าคุ้มค่ากับการมา ทั้งสินค้าที่ครบครัน และให้ประสบการณ์ในการช็อปปิ้งที่ไม่ใช่แค่สินค้า ดังนั้นจะเห็นว่าแนวโน้มของร้านไม่จำเป็นต้องใช้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ 1.5 หมื่น ตร.ม. เหมือนเดิม แต่เน้นใช้พื้นที่จัดสรรเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างประสบการณ์และแตกต่างจากสินค้าที่ขายผ่านออนไลน์

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า เทสโก้ โลตัสต้องพัฒนาออนไลน์ควบคู่กัน จากปัจจุบันครอบคลุมกรุงเทพฯและทยอยไปต่างจังหวัดบ้างแล้ว

“เราต้องเคลื่อนเข้าสู่มัลติแชนเนล เพราะไม่ว่าลูกค้าจะเปลี่ยนไปซื้อช่องทางไหน แต่ก็ยังมีการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ เพราะต้องการความคุ้มค่า ดังนั้นช่องทางไหนให้ราคาและความคุ้มค่ามากที่สุด ลูกค้าก็จะเข้ามาเอง”

ยกระดับค้าปลีกโกอินเตอร์
นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อไม่ให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหยุดชะงัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเมือง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับภาคเอกชน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน

โดยแผนนี้ต้องการให้เมืองไทยเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการค้าปลีกและค้าส่งของภูมิภาคอาเซียน ทำให้มูลค่าตลาดค้าปลีกค้าส่งขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10% ทุกปี, การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศปีละไม่น้อยกว่า 500 คน

ในแผนยังต้องการให้ไทยเป็นปลายทางการช็อปปิ้งของอาเซียน (Shopping Destination for ASEAN) โดยเตรียมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ จัดให้มีการดำเนินการคืนภาษี Vat Refund ณ จุดขายสินค้า ภายใน 3 ปี ส่งเสริมให้มีเทศกาลเซลประจำปีอย่างสม่ำเสมอเพื่อดึงนักท่องเที่ยว

ที่มา | ประชาชาติธุรกิจ 11 – 14 กันยายน 2557

No comment





 

emailSubscribe Via Email

Privacy guaranteed. We will not share your information.

Follow Me on Twitter

Follow Me on Facebook

Subscribe via RSS Feed

Copyright © 2020 CBRE (Thailand) Co., Ltd. All Rights Reserved.