Thailand's leading real estate agent

ทางรอดอสังหากลาง-เล็ก มุ่งเจาะตลาดโลคัลดีมานด์

By on Jan 09, 2019 in Featured, Residential

ทางรอดอสังหากลาง-เล็ก มุ่งเจาะตลาดโลคัลดีมานด์

ปรับตัวรับมือการแข่งขันสูง เน้นโครงการขนาดเล็กเจาะเรียลดีมานด์ ชูจุดขายไลฟ์สไตล์มาก กว่าตัวสินค้า

การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการรายขนาดกลางและขนาดเล็กจะอยู่ในตลาดได้ยากขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการประกอบธุรกิจหลายอย่างนั้นสูงกว่าผู้ประกอบการรายขนาดใหญ่โดยเฉพาะด้านแหล่งเงินทุน แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็กอยู่ได้ คือ ทำเลที่พัฒนาตรงกับความต้องการ และเน้นกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์

พงศธร จอม สาลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินน์ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาอสังหาฯ ของบริษัทจะเน้นตลาดเรียลดีมานด์หรือกลุ่มที่ซื้อเพื่อผู้อาศัยจริงที่เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นหลัก โดยจะเน้นพัฒนาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมืองที่อยู่ในซอย ทำเลสุขุมวิทตอนต้นและย่านอารีย์

ทั้งนี้ บริษัทเคยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้ว 2 โครงการ โดยโครงการแรก คือ ฟินน์ อารีย์ มูลค่าโครงการ 350 ล้านบาท ปัจจุบันปิดการขายแล้ว และโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดแล้ว และโครงการที่สอง ฟินน์ สุขุมวิท 31 มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท ปัจจุบันปิดการขายได้แล้ว 90% โดย อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างให้บริการโรงแรมหาดเทียน มานาน 8 ปี ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มีจำนวน 144 ห้องพัก

ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวโครงการ ฟินน์ อโศก ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 10 พัฒนาเป็นคอนโดโลว์ไรส์สไตล์ โมเดิร์นทรอปิคอล 8 ชั้น 2 อาคาร มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท ประกอบด้วย ห้องชุด 6 แบบ ได้แก่ ขนาด 24-49 ตารางเมตร (ตร.ม.), 1 ห้องนอนพลัส ขนาด 40-62 ตร.ม., 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 48-57 ตร.ม., 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 46-68 ตร.ม., 3 ห้องนอน ขนาด 104 ตร.ม. และห้องดูเพล็กซ์ขนาด 120 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ย 1.8 แสนบาท/ตร.ม. โดยจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 19-20 ม.ค.นี้ ที่สำนักงานขายโครงการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจภายใน 3 ปี บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม ไฮไรส์หรือแนวสูง 1 โครงการ คอนโดโลว์ไรส์ หรือแนวราบ 2 โครงการ และที่อยู่อาศัยแนวราบประเภททาวน์โฮมจำนวน 5 ยูนิต ระดับราคา 50 ล้านบาท/ยูนิต ในทำเลสุขุมวิท มูลค่าโครงการรวมกว่า 4,000 ล้านบาท

อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยที่มาแรงในปี 2562 คือ อสังหาฯ แนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม แต่จะออกไปอยู่ในทำเลมิดทาวน์และทำเลรอบนอกมากขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทำเลซีบีดีหรือกลางเมืองจะเป็นการพัฒนาคอนโดเกรดเอ ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ และแบรนด์เด็ด เรสซิเดนซ์มากขึ้นซึ่งมีราคาสูง

ทั้งนี้ ราคาทำเลและรูปแบบของโครงการ คือ สิ่งที่ผู้พัฒนาจะต้องปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค ทำให้คอนโดประเภทโลว์ไรส์ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองและราคาไม่สูงเกินไปนัก ปัจจุบันผู้บริโภคมีตัวเลือกในตลาดเลือกมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบการลงทุนที่ละเอียดมากขึ้น คอนโด กลายเป็นมากกว่าการซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ดีด้วยเนื่องจากปัจจุบันการเลือกซื้อคอนโดของผู้บริโภค จะเน้นมูลค่าเพิ่มในอนาคต มองหาการลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันนักพัฒนาอสังหาฯ ก็ปรับเปลี่ยนมาขายไลฟ์สไตล์มากกว่าการขายสินค้า โดยชูความแตกต่าง ของแต่ละโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยากรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯ ขนาดกลางการขยายธุรกิจต้องร่วมมือกับพันธมิตร โดยล่าสุดบริษัทมีแผนจะร่วมทุนกับ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กรรมการ ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สิริมงคล พร๊อพเพอร์ตี้ เพื่อพัฒนาโครงการระดับแนวราบประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ย่านพระราม 9 จำนวน 2 แปลง 20 ไร่ โดยจดทะเบียนก่อตั้งในนามบริษัท สัมมากร พลัส

“การร่วมทุนกันถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ขณะเดียวกันก็เป็นการแชร์ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน โดยโครงการที่ร่วมกันพัฒนานั้นมูลค่าจะไม่ต่ำกว่าหลักพันล้านบาท ในเบื้องต้นราคาทาวน์โฮมจะอยู่ที่ 8-9 ล้านบาท/ยูนิต บนเนื้อที่ 10 ไร่ ส่วนบ้านเดี่ยวราคาจะอยู่ที่ 10 ล้านบาท/ยูนิต จำนวน 40 ยูนิต บนเนื้อที่ 10 ไร่” กิตติพล กล่าว

ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ยังมีช่องว่างสำหรับผู้ประกอบการรายขนาดกลางและเล็ก แต่ผู้ประกอบการรายนั้นๆ จะต้องพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการ โดยเฉพาะตลาดแนวราบที่เน้นกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แล้วเอาเทคโนโลยีสมัยมาพัฒนาทางด้านไอที มาพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งผู้ประกอบการรายขนาดกลางและเล็กที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้รวดเร็วย่อมได้เปรียบ

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ – 9 มกราคม 2562

No comment

emailSubscribe Via Email

Privacy guaranteed. We will not share your information.

Follow Me on Twitter

Follow Me on Facebook

Subscribe via RSS Feed

Copyright © 2020 CBRE (Thailand) Co., Ltd. All Rights Reserved.