Thailand's leading real estate agent

ชู ‘มัลติเพิลวีซ่า’ ดึงนักท่องเที่ยวระยะใกล้

By on Aug 31, 2015 in Hotel-Tourism, Property News

ในเดือนต.ค.ที่จะถึงนี้ ไทยจะเปิดให้มีการใช้ระบบ “มัลติเพิลวีซ่า” เพื่อให้ชาวต่างชาติจากทุกประเทศ ทำวีซ่าเพื่อเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ได้หลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 6 เดือน โดยมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 5,000 บาท ขณะที่การจัดทำวีซ่ารองรับการเข้าออกเพียง ครั้งเดียว มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1,000 บาท

ตามเป้าหมายแล้ว มัลติเพิลวีซ่า จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว ทั้งจากจีน อินเดีย และไต้หวัน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมตลาดระยะใกล้ เปิดทางให้นักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ ดังกล่าว ที่มีพฤติกรรมใช้จ่ายสูง และ นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้หรือในเอเชีย เดินทางเข้ามาไทยบ่อยๆ ครั้ง สอดคล้องกับนโยบายที่จะผลักดัน ให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์

แต่เดิมนั้น กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ได้ผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเสนอว่า “มัลติเพิล วีซ่า” ควรสามารถใช้ได้นาน 12 เดือน แต่ได้รับความเห็นชอบให้มีอายุใช้งาน 6 เดือนเท่านั้น

News-bkkbiz_30aug

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นหลัง เมื่อเดือนมิ.ย. 2555 รัฐบาลญี่ปุ่นได้นำนโยบายที่จะออกวีซ่าแบบมัลติเพิล มาใช้กับบุคคลสัญชาติไทย ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ที่ต้องการเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ และอื่นๆ โดยตัววีซ่าจะมีอายุ การใช้งาน 3 ปี หรือน้อยกว่าแล้วแต่กรณี และระยะเวลาการพำนักที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่เกิน 15 วัน (สูงสุด 90 วัน) ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ยื่น และ หลักเกณฑ์การพิจารณาของสถานทูตฯ

แนวทางดังกล่าว กระตุ้นให้คนไทย เดินทางเข้าไปญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นได้ตลาด นักท่องเที่ยวจากไทย ในกลุ่มที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพด้านกำลังซื้อของภาคการ ท่องเที่ยว จนในที่สุดรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ฟรีวีซ่าแก่คนไทย ที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศ

นอกจากมัลติเพิลวีซ่า แล้ว แนวคิด ที่จะผลักดันให้มีการใช้ “เชงเกนวีซ่า” หรือวีซ่าเดียวกันใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่มีการออกวีซ่า

ในกลุ่มประเทศยุโรป ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้

หลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวยุโรป ที่มีบทบาทต่อ ภาคการท่องเที่ยวท้องถิ่นอย่างมาก เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง และนิยมที่จะใช้ระยะเวลาพำนักในไทยอย่างยาวนาน แต่ด้วยข้อจำกัด ทางด้านสภาพเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนของนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ชะลอตัวลง ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากภูมิภาคเอเชีย กลายมาเป็นความหวังที่จะเข้ามาทดแทน เป็นการแข่งขันทางการท่องเที่ยวที่จะดึงดูดการเดินทางเข้าสู่ประเทศ โดยมีเกาหลีใต้ และเวียดนาม เป็นคู่แข่งสำคัญของไทย

นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ชลบุรี กล่าวว่า แม้การออก มัลติเพิลวีซ่าจะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็จะทำให้มีนักท่องเที่ยวในระยะใกล้เข้ามา ทดแทน กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล และแม้จะหมายถึงปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่จากสถานการณ์ทางด้านการท่องเที่ยว ในขณะนี้ การได้กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้เข้ามาทดแทน ไม่ว่าจะเป็นจากจีน อินเดีย หรือไต้หวัน ก็จะมีส่วนช่วยให้ระบบ การท่องเที่ยวขับเคลื่อนต่อไปได้ ทั้งยังเอื้อกับภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่จะทำให้มีรายได้เข้ารัฐ จึงเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพียงแต่เมื่อเปิดขั้นตอนการเข้า

ประเทศผ่านระบบนี้แล้ว หน่วยงานของภาครัฐ ก็จะต้องติดตามว่า เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่

“ตั้งแต่เกิดเหตุรุนแรงที่ราชประสงค์ บรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศก็ชะลอตัว ลงไปบ้าง เพราะนักท่องเที่ยวขาดความมั่นใจ ดังนั้นการออกมาตรการเพื่อสร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยวให้กลับคืนมา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจของโลกในขณะนี้ แน่นอนว่า เศรษฐกิจของประเทศแทบจะพึ่งพาการส่งออกไม่ได้เลย ดังนั้น การท่องเที่ยวจึงมีส่วนสำคัญที่จะ สร้างรายได้เข้ามา” นายสินธ์ไชย กล่าว

ทางด้าน นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัลย์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงาน พัทยา ชลบุรี กล่าวว่า มัลติเพิลวีซ่า จะช่วยสร้างตลาดการท่องเที่ยวของไทย ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพราะ ไทยมีความได้เปรียบจากการมีนักท่องเที่ยวที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการขยายตลาดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเครื่องมือที่จะสนับสนุนให้เกิดการเดินทางเข้ามายังไทย

แนวทางนี้น่าจะสอดคล้องกับทิศทางของตลาดการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปตามระบบเศรษฐกิจ เป็นการหันมาให้ความสำคัญหรือสร้างแรงจูงใจ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น กับการกำหนดแผนการเดินทางมาเยือนไทย เพราะความคล่องตัวในเรื่องของขั้นตอนการเข้าประเทศ

อย่างไรก็ตามข้อพิจารณา ที่อยากเสนอ ก็คือ ความรัดกุมในการให้วีซ่ากับ นักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า การใช้นโยบายนี้ จะทำให้ได้นักท่องเที่ยว มากกว่าการที่จะเปิดช่องให้เกิดการก่อปัญหาทางด้านความมั่นคงตามมาในภายหลัง

ขณะที่ นายสุรพล กำพลานนทวัฒน์ นายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การทำวีซ่าเข้าออกไทยได้หลายครั้งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลดีกับ การท่องเที่ยวของไทยทั้งระบบ จะเห็นว่ากรณีสงขลา หรือกลุ่มจังหวัดในเขต ภาคใต้ตอนล่าง มีนักท่องเที่ยวจากยุโรป เดินทางเข้ามาต่ำมาก รายได้จากภาคการ ท่องเที่ยวจึงต้องพึ่งพา นักท่องเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่เป็นนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เพราะสามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวกอยู่แล้ว

การออกเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อสร้าง แรงจูงใจ ในการเดินทาง จึงเป็นผลดีกับ ภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะกับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจังหวัดชายแดน โดย นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาเยือนสงขลาอยู่ที่ ปีละ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้ พบว่าเป็น นักท่องเที่ยวมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ถึง 4 ล้านคน ดังนั้นการนำเอามาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านการออกวีซ่ามาใช้ ก็น่าจะ สร้างแรงจูงใจให้เกิด การเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ นายเจตกร หวันสู ประธานสภาท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ที่เห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาคการ ท่องเที่ยวของสตูลเช่นกัน เพราะจะทำให้ นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาในการพำนักมากขึ้น เกิดการใช้จ่ายในระบบกับภาคการท่องเที่ยว

โครงสร้างภาคการท่องเที่ยวของสตูลคือ การมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยว ปีละ 1.1 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นมาเลเซีย และเอเชีย เฉลี่ยที่ 85 %ที่เหลือเป็น นักท่องเที่ยวยุโรป และในระยะหลังพบว่า มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้ามา อย่างต่อเนื่อง การที่ภาครัฐ นำเอาแนวทางมัลติเพิลวีซ่ามาใช้ ก็น่าที่จะทำให้ภาคการ ท่องเที่ยวมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนายภูริต มาศวงศ์วงศา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต แสดงความเห็นว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่เปิดช่องให้ชาวต่างชาติทำวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าออกไทยได้หลายครั้ง น่าจะได้เสียงตอบรับจากตลาด ที่มีช่วง ระยะเวลาเดินทางมาถึงไทยด้วยเครื่องบินภายในเวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง โดยตลาด ที่น่าจะได้รับปัจจัยบวกจากแนวทางนี้ก็คือ กลุ่มตลาดอินเดีย ตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ไม่ควรทำในระยะยาว เพราะจะต้องมองถึงเรื่องความมั่นคงด้วย

นายกฤษฎา ตันสกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ กล่าวว่า การออก มัติเพิลวีซ่า จะช่วยให้นักท่องเที่ยวที่มีชั่วโมงบิน ระยะสั้น มีความสะดวกในการเดินทางและการตัดสินใจง่ายขึ้น กับการวางแผนการเดินทาง

ขณะเดียวกันก็ต้องตรวจสอบข้อมูลด้วยว่ามาตรการดังกล่าวจะก่อให้ เกิดประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจริงหรือไม่ และต้องมีการตรวจสอบข้อมูลด้วยว่า กลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามานั้นเพื่อการท่องเที่ยว หรือมีวัตถุประสงค์อื่น เพื่อเป็นข้อมูล ในการตัดสินใจก่อนที่จะมีการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในระยะยาว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ – 30 สิงหาคม 2558

No comment





 

emailSubscribe Via Email

Privacy guaranteed. We will not share your information.

Follow Me on Twitter

Follow Me on Facebook

Subscribe via RSS Feed

Copyright © 2020 CBRE (Thailand) Co., Ltd. All Rights Reserved.