ย้อนกลับ
สกุลเงิน
THB - บาท
USD - ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
GBP - ปอนด์
EUR - ยูโร
JPY - เยนญี่ปุ่น
AUD - ดอลลาร์ออสเตรเลีย
HKD - ดอลลาร์ฮ่องกง
CNY - หยวน
SGD - ดอลลาร์สิงคโปร์
TWD - ดอลลาร์ไต้หวัน
RUB - รูเบิลรัสเซีย
MYR - ริงกิตมาเลเซีย
INR - รูปีอินเดีย.
หมายเหตุ อัตราแลกเปลี่ยนที่แสดงนี้ใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น
บริการที่ปรึกษาและธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์
บริการสำรวจวิจัยตลาดและที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการ
บริการประเมินราคาทรัพย์สิน
บริการบริหารอาคาร
บริการบริหารทรัพยากรอาคาร
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสบการณ์การใช้งานของท่านในเว็บไซต์นี้ โดยการเข้าใช้เว็บไซต์นี้ ท่านยอมรับเงื่อนไขการใช้คุกกี้ของเรา
ยอมรับ
เมนู
ซื้อเช่า
เช่าพื้นที่อุตสาหกรรม
โรงงาน / โกดัง / ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม
เช่าอสังหาฯ เพื่อการลงทุน
อพาร์ทเม้นท์ / เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ /
อาคารสำนักงาน / สนามกอล์ฟ / อาคารพาณิชย์ /
ทรัพย์สินเพื่อการลงทุนอื่นๆ
พื้นที่สำนักงาน
รสา ทู
ฝากขาย / เช่าค้นหาอสังหาฯ
เลือกสกุลเงิน
THB
เลือกสกุลเงิน
THB - บาท
USD - ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
GBP - ปอนด์
EUR - ยูโร
JPY - เยนญี่ปุ่น
AUD - ดอลลาร์ออสเตรเลีย
HKD - ดอลลาร์ฮ่องกง
CNY - หยวน
SGD - ดอลลาร์สิงคโปร์
TWD - ดอลลาร์ไต้หวัน
RUB - รูเบิลรัสเซีย
MYR - ริงกิตมาเลเซีย
INR - รูปีอินเดีย.
หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนที่แสดงนี้ใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น
ค้นหาทั้งเว็บไซต์
ค้นหาทั้งเว็บไซต์
กรุณากรอกคำค้นหา

ดาต้าเซ็นเตอร์เทรนด์ใหม่ในไทย

23 พฤศจิกายน 2563
แชร์
ปิด

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายใน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีด้านดิจิทัลได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีการทำงานและการใช้ชีวิต ซีบีอาร์อี ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกเปิดเผยว่า จากการที่เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19 และจำนวนของผู้ใช้งานออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จึงทำให้ความต้องการพื้นที่เพื่อสร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

นายอาดัม เบลล์ หัวหน้าแผนกพื้นที่อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “จีนเป็นศูนย์กลางของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่ก็ยังมีผู้เล่นหลักรายอื่นๆ ซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งสำหรับประเทศไทยเองก็พร้อมที่จะเติบโตในตลาดนี้”

“แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และฮ่องกงจะมีความน่าเชื่อถือในการให้บริกาด้านธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านที่ดินในการพัฒนาพื้นที่ ในปัจจุบัน สิงคโปร์จำกัดจำนวนการพัฒนาพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ๆ โดยควบคุมการออกใบอนุญาตสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่อย่างเคร่งครัด”

ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ประกอบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอจะช่วยจูงใจนักลงทุน ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของประเทศไทยทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะขยายการให้บริการพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปยังประเทศที่อยู่โดยรอบ นอกจากนี้ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐนั้นยังตั้งอยู่ห่างจากสายเคเบิลใต้ทะเลเพียง 30 กิโลเมตร และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 100 เมตร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม

นอกจากนั้นการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้จะเป็นการปูทางไปสู่การมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Internet of Thing (IoT) ในประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเนื่องจากต้องใช้แบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นมาก ความหน่วง (Latency) ในระดับต่ำ และมีการรองรับความหนาแน่นในการเชื่อมต่อ (Connection Density) ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการเปิดใช้งาน 5G จะต้องทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในด้านการใช้งานและการออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับความถี่ 5G

จากข้อมูลของแผนกวิจัยซีบีอาร์อีพบว่า ผู้เล่นรายใหญ่ อาทิ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ต่างกำลังคาดการณ์ว่า ความปกติใหม่หรือวิถีแบบ New Normal จะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตด้านความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ การร่วมทุนของเฟรเซอร์สฯ กับเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ จะทำให้มีพื้นที่ 30,000 ตารางเมตรในเฟสแรกสำหรับกลุ่มลูกค้าอย่างผู้ให้บริการคลาวด์ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ บริษัท เคที คอร์ปอเรชั่น ของเกาหลีใต้ยังวางแผนที่จะค่อยๆ เข้าสู่ตลาดไทยภายในครึ่งหลังของปี 2564 และให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสูงแก่บริษัทคลาวด์ทั่วโลก

“เพื่อแข่งขันในตลาดนี้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมด้วยการพัฒนาความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการเปิดให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และต่อการสร้างมาตรฐานระดับสูงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทย และเนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าและระบบประปาในระดับสูงและมีความเสถียร จึงทำให้ผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานต้องรับประกันสาธารณูปโภคเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังควรมีการนำนโยบายใหม่ๆ มาใช้เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ยังเป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างใหม่และยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในตลาด จึงยังต้องรอดูว่าศักยภาพสูงสุดและวัฏจักรของดาต้าเซ็นเตอร์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยจะเป็นอย่างไร” นายอาดัมกล่าวเพิ่มเติมเสริม

กลับ

ข่าวอื่นๆ

ติดต่อเรา